วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ภาพพจน์

สวัสดีค่ะ ดิฉันน.. ทิวาพร ปิงวงค์ (หยง)

สวัสดีครับ ผม นายชนาธิป อนันต์ (บิ๊ก)

สวัสดีค่ะ ดิฉัน น.. สุภิญญา ลิ้มทรงธรรม (ชมพู่)

สำหรับวันนี้กลุ่มของพวกเราจะมาอธิบายถึง ภาพพจน์ ว่าแต่เพื่อน ๆ น้อง ๆ ทุกคนพอจะเข้าใจมากน้อยแค่ไหน แต่สำหรับพวกเราจะมาอธิบายภาพพจน์ทั้งหมด 9 อย่าง ดังต่อไปนี้

ทิวาพร:1. อุปมาคือการเปรียบเทียบสิ่งเหมือนอีกสิ่งหนึ่งใช้ทำเชื่อมเหล่านี้ เหมือน ราว ราวกับ เปรียบ ดุจ ประดุจ ดั่ง ดัง

สุภิญญา: แล้วคำว่า เพียง เพี้ยง ประหนึ่ง ถนัด กล เล่ห์ ปิ้มว่า ปาน ปูน ละม้าย แม้นจะใช่หรือป่าวค่ะ

ทิวาพร: ก็ใช่เช่นกันค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะยกตัวอย่างให้นะค่ะ

ชีวิตเหมือนเรือน้อยล่องลอยอยู่ ต้องต่อสู้แรงลมประสมคลื่น

ต้องทานทนหวานสู้อมขมสู้กลืน ต้องจำฝืนสู่ภัยไปทุกวัน

ทิวาพร: ข้อสังเกต บทประพันธ์ข้างบนที่มีคำว่า ดัง หรือประดุจ อาจจะไม่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบไม่นับว่าเป็นภาพพจน์

ทิวาพร: 2. อุปลักษณ์ คือการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งค่ะ โดยมีข้อสังเกต 2 วิธี คือ

2.1 มีคำว่า คือ เป็น และมีนัยเชิงเปรียบเทียบเช่น เธอคือนางฟ้าในใจ

2.2 ละคำว่า คือ เป็น เช่น ดาวทะเล ,เพชรน้ำค้าง

น้ำตาหลั่งเป็นสายเลือด

ข้อความนี้มิได้มุ่งหมายจะเปรียบลักษณะของน้ำตาว่า เหมือนสายเลือดแต่เน้นย้ำว่า เชิงประมาณว่า ร้องไห้ใจจะขาด ประโยคนี้เป็นอธิพจน์ค่ะ

ทิวาพร: 3. บุคคลวัต หรือ บุคลาธิฐาน คือ การสมมติสิ่งต่าง ๆ ให้มีกิริยาอาการ ความรู้สึกเหมือนมนุษย์ เช่น พระจันทร์ยิ้ม ฯลฯ

ชนาธิป:คับ ส่วนที่ 4 อติพจน์บางทีอาจารย์ใช้อธิพจน์ก็ได้คับ คือ การเปรียบเทียบโดยการกล่าวข้อความที่เกินจริง มักเปรียบเทียบในเรื่องปริมาณว่ามีมากเหลือเกิน มีเจตนาเน้นข้อความที่กล่าวมานั้นให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น เช่น ร้อนตับแตก คอแห้งเป็นผงหรือเช่น

ดูผิวสีนวลละอองอ่อน มะลิซ้อนดูดำไปหมดสิ้น

สองเนตรงามกว่ามฤดิน นางนี้เป็นปิ่นโลกา

ชนาธิป: 5. นามนัย คือการใช่คำหรือวลีที่บ่งลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาแสดงความหมายแทนสิ่งนั้นทั้งหมด เช่น ใช้หัวหงอกแทนคนเฒ่าคนแก่

ทิวาพร:อ๋อ งั้นถ้าใช้หัวดำก็ใช้แทนคนหนุ่มสาว ใช่ไหมค่ะ

ชนาธิป: ครับ ส่วน 6. สัญลักษณ์ คือการใช้สิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่งเป็นการสร้างจินตภาพ ซึ่งใช้รูปธรรมชักนำไปสู้ความหมายอีกชั้นหนึ่ง ส่วนใหญ่มักจะเป็นที่เข้าใจในสังคม เช่น จามจุรี แทนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ครับ

สุภิญญา: ค่ะ ส่วน 3 อันดับสุดท้าย ดิฉันจะอธิบายให้เองค่ะ

สุภิญญา:7. ปฎิพากษ์ คือการนำเอาคำและความหมายที่ไม่สอดคล้องกันและดูเหมือนจะขัดแย้งกันมารวมได้ด้วยกัน เพื่อให้เกิดผลทางความหมายเป็นพิเศษ เช่น น้ำผึ้งขม คาวน้ำค้าง ศัตรูคือยากำลัง เป็นต้น ค่ะ

สุภิญญา: 8. สัจพจน์ คือภาพพจน์สัจพจน์ ถ้าบทร้องกรองที่ยกมาให้นักเรียนอ่านมีคำเลียนเสียง เช่น ครื้นโครม หึ่งหึ่ง ให้นับเป็นภาพพจน์สัจพจน์ด้วย

สุภิญญา:9. อุปมานิทัศน์ คือการเปรียบเทียบโดยยกเรื่องราวหรือนิทานมาประกอบ ขยายหรือแนะโดยนัย ให้ผู้อ่านผู้ฟังเข้าใจแนวความคิด หลักธรรม หรือความประพฤติที่สมควรให้แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น เช่น นิทานเรื่อง คนตาบอดลำช้าง ชี้ให้เห็นว่าคนที่มีประสบการณ์ย่อมมีความสามารถในการรับรู้ความเชื่อและทัศนคติที่แตกต่างกัน

ชนาธิป: ว่าโคลงโลกนิบทที่ว่าด้วยหนูท้ารบราชสีห์ ละครับ ก็ใช่ เป็นอุปมานิทัศน์

สุภิญญา: ใช่ค่ะ เพราะแสดงให้เห็นว่าคนโง่ หรือคนพาลที่ด้อยทั้งกำลังกายและกำลังปัญญาอาจข่มขู่ท้าทายผู้มีกำลังเหนือกว่าตนทุกด้าน ก็จะเหมือนเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือได้ค่ะ

สำหรับวันนี้กลุ่มของพวกเราขออธิบายหรือภาพพจน์ไว้เพียงเท่านี้ หากกลุ่มของพวกเราทำผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยไว้นะที่นี้ด้วย ครับ/ค่ะ

วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

นิติศาสตร์

นิติศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเรื่องกฎหมาย หรือวิชาที่มีกฎหมายเป็นวัตถุของการศึกษา ซึ่งศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ ได้ใช้คำภาษาอังกฤษแทนวิชานิติศาสตร์ว่า "science of law"

การศึกษานิติศาสตร์

วิชานิติศาสตร์สามารถแบ่งออกเป็นหลายแขนงได้ตามแง่มุมที่ศึกษา ซึ่งอาจสามารถแบ่งออกได้เป็น

§ วิชานิติศาสตร์โดยแท้ (legal science proper) ได้แก่ การศึกษาตัวบทกฎหมายซึ่งเป็นเนื้อหากฎหมาย และนิติวิธีหรือวิธีการใช้กฎหมายเพื่อนำไปใช้ปรับใช้แก่คดีและประกอบวิชาชีพนักกฎหมาย

§ นิติศาสตร์ทางข้อเท็จจริง (legal science of facts) เป็นการศึกษากฎหมายในฐานะที่เป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในประวัติศาสตร์หรือในสังคม โดยไม่ประเมินคุณค่าว่าถูกหรือผิด เช่น วิชาประวัติศาสตร์กฎหมาย และวิชาสังคมวิทยากฎหมาย

§ นิติศาสตร์เชิงคุณค่า (legal science of values) เป็นการศึกษากฎหมายในเชิงวิจารณ์เปรียบเทียบและประเมินคุณค่า เช่น วิชากฎหมายเปรียบเทียบ และวิชานิติบัญญัติ

การศึกษากฎหมายในระดับที่มีความสัมพันธ์กับปรัชญา จะถูกเรียกว่าวิชา นิติปรัชญา หรือ philosophy of law

[แก้]หลักนิติศาสตร์

หลักนิติศาสตร์ (Jurisprudence) คำดังกล่าวในภาษาอังกฤษ เป็นคำเก่าที่ใช้ตั้งแต่สมัยโรมัน โดยมาจากภาษาลาตินว่า jurisprudentium มีรากศัพท์จาก "juris" แปลว่า กฎหมาย และ "prudentium" แปลว่า ความฉลาด ซึ่งรวมแล้วแปลว่า "ความรู้กฎหมายหรือวิชากฎหมาย" โดยในประมวลกฎหมายของพระเจ้าจัสติเนียน จะกล่าวไว้ในมูลบทนิติศาสตร์ฉบับที่แปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วว่า "jurisprudence is the knowledge of things devine and human; the science of the just and the unjust".

อย่างไรก็ตาม jurisprudence ยังคงมีการใช้ในความหมายพิเศษอีก ได้แก่

§ Jurisprudence ในภาษาฝรั่งเศส ย่อมาจากคำว่า jurisprudence constant หมายถึง ความรู้กฎหมายที่เกิดจากแนวคำพิพากษาของศาล เป็นคำตรงข้ามกับ doctrine ซึ่งหมายถึง กฎหมายที่สอนในตำรากฎหมาย

§ Jurisprudence เป็นชื่อวิชาเฉพาะที่สอนในโรงเรียนกฎหมายในอังกฤษ ซึ่งเริ่มก่อตั้งโดย John Austin เมื่อ ค.ศ. 1828-1832 ในมหาวิทยาลัยลอนดอน ซึ่งมีคำสอนว่ากฎหมาย คือ คำสั่งของรัฐาธิปัตย์ และถูกนำเข้ามาในประเทศไทยโดยเสด็จในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์

การเรียนการสอนนิติศาสตร์ในประเทศไทย

ดูเพิ่มที่ รายชื่อคณะนิติศาสตร์ในประเทศไทย

ในปี พ.ศ. 2440 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ได้ทรงก่อตั้ง "โรงเรียนกฎหมาย" ขึ้นในกระทรวงยุติธรรมซึ่งเปิดการเรียนการสอนโดยคณาจารย์ส่วนใหญ่เป็นตุลาการ ต่อมา จึงมีการยุบโรงเรียนกฎหมายไปจัดตั้งเป็น "คณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์" ขึ้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2476 หลังจากนั้นเพียง 8 เดือน นักเรียนโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมเดิม ไม่พอใจที่ทำไมโรงเรียนข้าราชการพลเรือน (ปัจจุบันคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ได้ยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัย แต่ทำไมโรงเรียนกฎหมายจึงไม่ได้ยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยบ้าง ดร.ปรีดี พนมยงค์ จึงรับปากว่าจะช่วย และในที่สุดจึงมีการออกพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ให้โอนคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปสังกัดมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ ปัจจุบัน คือ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงอาจกล่าวได้ว่าการโอนโรงเรียนกฎหมายไปสังกัดคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นการโอนไปเพียงชั่วคราวเท่านั้น ทำให้คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นคณะนิติศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย อันสืบทอดโดยตรงจากโรงเรียนกฎหมายเดิม และเมื่อปี พ.ศ. 2494 ได้มีการจัดการเรียนการสอนนิติศาสตร์ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกครั้งใน คณะรัฐศาสตร์ ก่อนที่จะพัฒนามาเป็น คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2515และมีการก่อตั้ง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ต่อมาในปี พ.ศ. 2514 ปัจจุบัน มีสถาบันอุดมศึกษาได้เปิดการเรียนการสอนในสาขาวิชานิติศาสตร์ในหลายสถาบันทั้งในภาครัฐและเอกชน

[แก้]นิติศาสตรบัณฑิต

นิติศาสตรบัณฑิต (น.บ.) เป็นปริญญาหรือวุฒิทางการศึกษา ซึ่งผู้ที่ต้องการประกอบวิชาชีพทางด้านกฎหมาย เช่น ทนายความ ผู้พิพากษา อัยการ นิติกรจะต้องได้รับก่อนที่จะสามารถเริ่มเข้าสู่วิชาชีพด้านกฎหมาย โดยเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ใช้เพื่อเข้ารับการอบรมและสอบเพื่อเป็นทนายความหรือสอบเนติบัณฑิตไทย เพื่อที่จะมีสิทธิสอบคัดเลือกเพื่อเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการต่อไป

โดยทั่วไปหลักสูตรจะใช้เวลาศึกษา 4 ปี วิชาที่ศึกษาจะเน้นกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา กฎหมายปกครอง รัฐธรรมนูญ และกฎหมายวิชาเลือกอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้จุดเน้นของหลักสูตรอาจแตกต่างตามสถาบันการศึกษา