สวัสดีค่ะ ดิฉันน.ส. ทิวาพร ปิงวงค์ (หยง)
สวัสดีครับ ผม นายชนาธิป อนันต์ (บิ๊ก)
สวัสดีค่ะ ดิฉัน น.ส. สุภิญญา ลิ้มทรงธรรม (ชมพู่)
สำหรับวันนี้กลุ่มของพวกเราจะมาอธิบายถึง “ภาพพจน์” ว่าแต่เพื่อน ๆ น้อง ๆ ทุกคนพอจะเข้าใจมากน้อยแค่ไหน แต่สำหรับพวกเราจะมาอธิบายภาพพจน์ทั้งหมด 9 อย่าง ดังต่อไปนี้
ทิวาพร:1. อุปมาคือการเปรียบเทียบสิ่งเหมือนอีกสิ่งหนึ่งใช้ทำเชื่อมเหล่านี้ “เหมือน ราว ราวกับ เปรียบ ดุจ ประดุจ ดั่ง ดัง”
สุภิญญา: แล้วคำว่า “เพียง เพี้ยง ประหนึ่ง ถนัด กล เล่ห์ ปิ้มว่า ปาน ปูน ละม้าย แม้น” จะใช่หรือป่าวค่ะ
ทิวาพร: ก็ใช่เช่นกันค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะยกตัวอย่างให้นะค่ะ
ชีวิตเหมือนเรือน้อยล่องลอยอยู่ ต้องต่อสู้แรงลมประสมคลื่น
ต้องทานทนหวานสู้อมขมสู้กลืน ต้องจำฝืนสู่ภัยไปทุกวัน
ทิวาพร: ข้อสังเกต บทประพันธ์ข้างบนที่มีคำว่า ดัง หรือประดุจ อาจจะไม่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบไม่นับว่าเป็นภาพพจน์
ทิวาพร: 2. อุปลักษณ์ คือการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งค่ะ โดยมีข้อสังเกต 2 วิธี คือ
2.1 มีคำว่า คือ เป็น และมีนัยเชิงเปรียบเทียบเช่น เธอคือนางฟ้าในใจ
2.2 ละคำว่า คือ เป็น เช่น ดาวทะเล ,เพชรน้ำค้าง
“น้ำตาหลั่งเป็นสายเลือด”
ข้อความนี้มิได้มุ่งหมายจะเปรียบลักษณะของน้ำตาว่า เหมือนสายเลือดแต่เน้นย้ำว่า เชิงประมาณว่า ร้องไห้ใจจะขาด ประโยคนี้เป็นอธิพจน์ค่ะ
ทิวาพร: 3. บุคคลวัต หรือ บุคลาธิฐาน คือ การสมมติสิ่งต่าง ๆ ให้มีกิริยาอาการ ความรู้สึกเหมือนมนุษย์ เช่น พระจันทร์ยิ้ม ฯลฯ
ชนาธิป:คับ ส่วนที่ 4 อติพจน์บางทีอาจารย์ใช้อธิพจน์ก็ได้คับ คือ การเปรียบเทียบโดยการกล่าวข้อความที่เกินจริง มักเปรียบเทียบในเรื่องปริมาณว่ามีมากเหลือเกิน มีเจตนาเน้นข้อความที่กล่าวมานั้นให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น เช่น ร้อนตับแตก คอแห้งเป็นผงหรือเช่น
ดูผิวสีนวลละอองอ่อน มะลิซ้อนดูดำไปหมดสิ้น
สองเนตรงามกว่ามฤดิน นางนี้เป็นปิ่นโลกา
ชนาธิป: 5. นามนัย คือการใช่คำหรือวลีที่บ่งลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาแสดงความหมายแทนสิ่งนั้นทั้งหมด เช่น ใช้หัวหงอกแทนคนเฒ่าคนแก่
ทิวาพร:อ๋อ งั้นถ้าใช้หัวดำก็ใช้แทนคนหนุ่มสาว ใช่ไหมค่ะ
ชนาธิป: ครับ ส่วน 6. สัญลักษณ์ คือการใช้สิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่งเป็นการสร้างจินตภาพ ซึ่งใช้รูปธรรมชักนำไปสู้ความหมายอีกชั้นหนึ่ง ส่วนใหญ่มักจะเป็นที่เข้าใจในสังคม เช่น จามจุรี แทนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ครับ
สุภิญญา: ค่ะ ส่วน 3 อันดับสุดท้าย ดิฉันจะอธิบายให้เองค่ะ
สุภิญญา:7. ปฎิพากษ์ คือการนำเอาคำและความหมายที่ไม่สอดคล้องกันและดูเหมือนจะขัดแย้งกันมารวมได้ด้วยกัน เพื่อให้เกิดผลทางความหมายเป็นพิเศษ เช่น น้ำผึ้งขม คาวน้ำค้าง ศัตรูคือยากำลัง เป็นต้น ค่ะ
สุภิญญา: 8. สัจพจน์ คือภาพพจน์สัจพจน์ ถ้าบทร้องกรองที่ยกมาให้นักเรียนอ่านมีคำเลียนเสียง เช่น ครื้นโครม หึ่งหึ่ง ให้นับเป็นภาพพจน์สัจพจน์ด้วย
สุภิญญา:9. อุปมานิทัศน์ คือการเปรียบเทียบโดยยกเรื่องราวหรือนิทานมาประกอบ ขยายหรือแนะโดยนัย ให้ผู้อ่านผู้ฟังเข้าใจแนวความคิด หลักธรรม หรือความประพฤติที่สมควรให้แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น เช่น นิทานเรื่อง คนตาบอดลำช้าง ชี้ให้เห็นว่าคนที่มีประสบการณ์ย่อมมีความสามารถในการรับรู้ความเชื่อและทัศนคติที่แตกต่างกัน
ชนาธิป: ว่าโคลงโลกนิบทที่ว่าด้วยหนูท้ารบราชสีห์ ละครับ ก็ใช่ เป็นอุปมานิทัศน์
สุภิญญา: ใช่ค่ะ เพราะแสดงให้เห็นว่าคนโง่ หรือคนพาลที่ด้อยทั้งกำลังกายและกำลังปัญญาอาจข่มขู่ท้าทายผู้มีกำลังเหนือกว่าตนทุกด้าน ก็จะเหมือนเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือได้ค่ะ
สำหรับวันนี้กลุ่มของพวกเราขออธิบายหรือภาพพจน์ไว้เพียงเท่านี้ หากกลุ่มของพวกเราทำผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยไว้นะที่นี้ด้วย ครับ/ค่ะ